อนึ่ง...บทความนี้เป็นบทความแสดงความคิดเห็น
ซึ่งส่งประกวดในหัวข้อ "วรรณกรรมมีราคา หลากคุณค่าในโลกทุนนิยม"
จัดโดยภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แล้วบังเอิญได้รางวัล จึงอยากนำมาแบ่งปัน
มีข้อผิดพลาดประการใด เชิญติชมได้เลยนะคะ :)
____________________________________________________________________________
 
 
 
วรรณกรรมมีราคา แต่คุณค่าอยู่ที่ไหน?
โดย นลิน สินธุประมา
 
 
ภาพวรรณกรรมคลาสสิกเล่มหนึ่งนอนแอ้งแม้งอยู่ในกระบะ “ทุกเล่ม 50 บาท” ยังไม่สะเทือนใจข้าพเจ้าเท่ากับความจริงที่ว่ามันถูกกองรวมๆไว้กับนวนิยายรักหวานแหววที่เต็มไปด้วยอีโมติค่อน หากคุ้ยเข้าไปเสียหน่อย จะพบวรรณกรรมที่เคยเข้ารอบซีไรต์วางปนอยู่กับหนังสือฮาวทูถูกๆ ที่หมดยุคสมัยไปนานแล้ว
 
 
 

ดูเหมือนว่า...ในโลกแห่งทุนนิยม สิ่งที่จะกำหนดคุณค่าของ “หนังสือ” แต่ละเล่ม มีเพียงคำว่า “ขายได้” กับ “ขายไม่ได้” เท่านั้นเอง

 

 

 

วรรณกรรมทุกเล่มล้วนมีความรัก ความฝัน ความหวัง อุดมการณ์ และความตั้งใจของนักเขียนซ่อนอยู่ในนั้น วรรณกรรมหลายเรื่องจึงมี “พลัง” ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก หรืออย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักอ่านตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ แต่ทุกวันนี้คุณค่าเหล่านั้นกลับถูกเบียดบังด้วยระบบทุนนิยม เมื่อผู้ประกอบการธุรกิจการพิมพ์ไม่ได้ตีพิมพ์วรรณกรรมโดยมุ่งจะเผยแพร่ความรู้ แนวคิด และเรื่องราวอันทรงคุณค่าอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นการตีพิมพ์เพื่อ “การค้า” ไปเสียแล้ว

 

 

 

เมื่อโลกถูกหมุนไปด้วยระบบทุนนิยม หนังสือจึงถูกนำไปผูกอยู่กับวิธีคิดที่ว่า “ทำอย่างไรจึงจะได้กำไรสูงสุด?” วิธีการผลิตหนังสือออกขายก็เปลี่ยนแปลงไป คือแทนที่นักเขียนจะเป็นผู้ขบคิด ขีดเขียนเรื่องราวที่นำมาเสนอต่อสำนักพิมพ์และผู้อ่าน  การณ์กลับกลายเป็นว่าสำนักพิมพ์ต้องประเมินความต้องการของผู้อ่าน แล้วไปสั่งให้นักเขียนไปเขียนเรื่องมาสนองความต้องการของตลาด เพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมช่วยให้สำนักพิมพ์มั่นใจได้ว่าหนังสือเล่มนั้น ๆ “ขายได้” แน่นอน

 

 

 

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเห็นว่าทุกวันนี้มีสำนักพิมพ์หนังสือแนวโรแมนติกและรักวัยรุ่นเกิดใหม่มากมาย เพราะหนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบ ทั้งยังเป็ยวัยที่ขึ้นชื่อเรื่อง “การบริโภค” สินค้าทุกประเภท ยังคงมีความฝันถึงโลกที่สวยงาม ผสานกับความกระหายที่จะเป็นผู้ใหญ่ ทั้งหมดทั้งมวลรวมกัน ทำให้นวนิยายรักหวานชื่นและแฟนตาซีที่ไม่ค่อยมีรากฐานอยู่บนความเป็นจริงสักเท่าไหร่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีหนังสือคู่มือการใช้ชีวิตสารพัดประเภทกับชีวประวัติคนดังซึ่งถูกตีพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ และกลายมาเป็นหนังสือขายดีเสียด้วย อาจเพราะเนื้อหาที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์กับโลกทุนนิยมที่ทุกคนต้องคอยถามตัวเองว่า “ทำอย่างไรจึงจะรวย” “ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ”

 

 

 

สุดท้าย สำนักพิมพ์จึงเอาแต่วิ่งตามความต้องการของผู้อ่าน จนเพิกเฉยที่จะส่งเสริมวรรณกรรมที่มีคุณค่าจรรโลงสังคมจริง ๆ กลับตีพิมพ์หนังสือที่ยิ่งอ่านยิ่งทำให้คนติดอยู่กับโลกทุนนิยมออกมาจนเกลื่อนแผง

 

 

 

ทว่า ยังโชคดีที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งก็ยังคงต้องการวรรณกรรมดี ๆ ที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจตัวเองได้ สำนักพิมพ์หลายแห่งจึงพยายามเลือกสรรวรรณกรรมดี ๆ มาตีพิมพ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีคนรักหนังสือจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยที่กำลังพยายามกันอย่างสุดฤทธิ์ที่จะผลิตวรรณกรรมดี ๆ ออกมาให้คนไทยได้อ่าน แต่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่วรรณกรรมดี ๆ มักไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือเป็นที่นิยม อาจเป็นเพราะถูกมองว่าอ่านยาก อ่านแล้วเครียด หรืออ่านไม่รู้เรื่อง เป็นเหตุให้สำนักพิมพ์ขนาดเล็กและขนาดกลางหลายแห่งที่ตีพิมพ์วรรณกรรมแนวนี้ต้องค่อย ๆ ล้มหายตายจากกันไปในที่สุด อันเป็นผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความหลากหลายของประเภทหนังสือที่จะถูกตีพิมพ์ออกมาสู่ตลาด

 

 

 

หนทางหนึ่งที่หนังสือเหล่านี้จะมีชีวิตอยู่ได้ในโลกทุนนิยม ก็คือการเปลี่ยน “คุณค่า” ของวรรณกรรมเรื่องนั้น ๆ ให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เพื่อให้สอดรับกับโลกวัตถุนิยม เพราะนักอ่านจำนวนมากต้องการอ่านวรรณกรรมอันทรงคุณค่าที่มีทั้งถ้อยวรรณศิลป์ที่งดงาม และถ้อยความที่จับใจ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือคำว่า “คุณค่า”, “งดงาม” หรือ “จับใจ” ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรมทั้งสิ้น เราไม่สามารถใช้เครื่องมือใด ๆ ในโลกเพื่อวัดคุณค่าของวรรณกรรมนั้น ๆ ได้เลย นอกเสียจากจะใช้สมองทั้งสองซีกประกอบกับหัวใจของ “นักอ่าน” ซึ่งต่างคน ก็ต่างใจ ไม่มีเครื่องวัดใดมาวัดคุณค่าของวรรณกรรมได้

 

 

 

เมื่อเราไม่สามารถวัดคุณค่าของวรรณกรรมได้ด้วยไม้บรรทัดหรือเทอร์มอมิเตอร์ นักธุรกิจการพิมพ์จึงตีค่าวรรณกรรมเหล่านี้ด้วยชื่อเสียงเรียงนามของนักเขียน และตราประทับรางวัลที่อยู่บนหน้าปก ไม่ว่าจะเป็นรางวัลระดับโลกอย่างรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม รางวัลแมนบุคเคอร์ หรือรางวัลระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรางวัลซีไรต์ รวมทั้งรางวัลในประเทศไทยอย่าง รางวัลแว่นแก้ว รางวัลนายอินทร์อวอร์ด รางวัลศรีบูรพา รางวัลศิลปาธร ฯลฯ เพราะรางวัลเหล่านี้นี่แหละที่ช่วยให้นักอ่านทั้งหลาย ตัดสินใจเลือกซื้อและอ่านวรรณกรรมได้ง่ายขึ้น

 

 

 

บ่อยครั้งที่นักอ่านต้องไปยืนตาลายอยู่ในร้านหนังสือ เอียงคอแล้วเอียงคออีกกว่าจะพบวรรณกรรมที่ถูกใจ แต่การมีตราประทับรางวัลบนหน้าปกหนังสือจะทำให้หนังสือเล่มนั้นถูกจัดวางอยู่ในที่ ๆ มองเห็นง่ายขึ้น สื่อที่ช่วยกันเสนอข่าวหนังสือได้รางวัลเล่มใหม่จะช่วยให้นักอ่านรู้สึกมั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือดีมีคุณค่า ควรค่าแก่การอ่านและนำไปขบคิดแน่ ๆ สำนักพิมพ์และร้านหนังสือก็มั่นใจได้ว่าหนังสือมีตราประทับเหล่านี้ “ขายได้” แน่นอน และพร้อมที่จะตีพิมพ์หนังสือเล่มนั้นซ้ำออกมามากขึ้นอีกเพื่อสนองความต้องการของตลาด ขณะที่วรรณกรรมซึ่งไม่ได้รางวัลอาจจะต้องถูกพิจารณาแล้วพิจารณาอีกกว่าจะได้รับการตีพิมพ์ใหม่อีกสักครั้งหรืออ่านจะไม่ได้รับการตีพิมพ์เพิ่มอีกเลย ถ้าทางสำนักพิมพ์รู้สึกว่าวรรณกรรมเรื่องนั้น “ขายไม่ได้” แล้ว

 

 

 

ทั้ง ๆ ที่วรรณกรรมซึ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลหลายเล่มก็เป็นหนังสือดีไม่แพ้เล่มที่ได้รับรางวัล วรรณกรรมทุกเรื่องล้วนมีคุณค่า อัตลักษณ์ และพลังในแบบของมันเอง แต่พอพลาดหวังจากรางวัล วรรณกรรมส่วนหนึ่งก็ถูกหลงลืมไปเสียอย่างนั้น รางวัลวรรณกรรมทั้งหลายจึงกลายเป็นดาบสองคมไปโดยไม่รู้ตัว หนังสือดี ๆ หลายเล่มลอยหายไปท่ามกลางกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ไม่ได้รับการกล่าวถึง และไม่เป็นที่รู้จัก ถูกจัดวางให้อยู่บนหิ้งชั้นล่างซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของร้านหนังสือ มิหนำซ้ำยังถูกเบียดบังด้วยหนังสือเล่มหนากว่า พอเวลาผ่านไปไม่กี่ปี หนังสือดี ๆ ที่ขายไม่ได้ก็ถูกเรียกเก็บ และปล่อยกลับมาอีกครั้งในรูปของหนังสือลดราคาที่ถูกจนน่าตกใจ

 

 

 

มันน่าเศร้าสำหรับนักเขียนผู้พยายามสร้างสรรค์งานดีๆสู่สังคม แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุน และสุดท้ายนักเขียนดี ๆ ที่กำลังพัฒนาตัวเองก็อาจจะต้องหยุดเขียนไปในที่สุด ขณะเดียวกันมันก็น่าเศร้าสำหรับนักอ่าน เพราะหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่หลุดจากวงโคจรของทุนนิยมก็แพงแสนแพงจนนักอ่านหลายคนขนลุก คิดแล้วคิดอีกกว่าจะตัดสินใจซื้อหนังสือได้แต่ละเล่ม หรือถ้าอยากอ่านหนังสือที่อยู่นอกกระแส ที่ไม่ใช่หนังสือตลาด ก็ต้องไปดั้นด้นค้นหาเอาตามร้านมือสอง เพื่อตามหาหนังสือดี ๆ ที่หายไป

 

 

 

ลงเอยด้วยการที่ต้องลำบากทั้งคนซื้อและคนขาย ไม่ใช่เพราะตัววรรณกรรมที่เป็นปัญหา แต่เป็นเพราะระบบที่เราใช้จัดการกับการซื้อ-ขายหนังสือมากกว่า

 

 

 

ระบบทุนนิยมไม่ใช่ระบบที่เหมาะแก่การส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยเลย ยกตัวอย่างเช่น งานหนังสือซึ่งเป็นเหมือนประตูสู่โลกวรรณกรรมของนักอ่าน และเป็นโอกาสทองในการขายของสำนักพิมพ์และร้านหนังสือ เพราะหนังสือแทบทุกประเภทในประเทศจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ สำนักพิมพ์มากมายแย่งกันขายหนังสือทั้งใหม่และเก่า ส่วนนักอ่านก็ได้โอกาสมาตามหาหนังสือที่อยากอ่าน แต่ไป ๆ มา ๆ กลับกลายเป็นว่างานหนังสือได้สร้างนิสัยไม่ดีให้นักอ่านชาวไทยเพิ่มขึ้นมาอีกหลายอย่าง แล้วยังส่งผลกระทบไปยังความมั่นคงของร้านหนังสือและสำนักพิมพ์อย่างมหาศาลอีกด้วย

 

 

 

นักอ่านจำนวนมากที่พบกับราคาหนังสือในร้านแล้วก็แอบถอนหายใจ วางหนังสือกลับไปบนชั้นพลางคิดในใจว่า รอไปซื้อที่งานหนังสือดีกว่า... หากมีนักอ่านเพียงคนเดียวทำเช่นนี้ก็คงจะไม่เป็นไร แต่มีนักอ่านอีกนับหมื่นนับพันที่คิดเช่นเดียวกันนี้ จนสุดท้ายนักอ่านไม่ยอมซื้อหนังสือในช่วงระหว่างปี แต่รอไปซื้อหนังสือในงานอย่างเดียว

 

 

 

เมื่อช่วงระหว่างปี ไม่ค่อยมีคนซื้อหนังสือ สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จึงไปเร่งออกหนังสือใหม่เฉพาะช่วงงานหนังสือ ทำให้ราคากระดาษในช่วงนี้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่สำนักพิมพ์กลับนำหนังสือไปขายเต็มราคาปกไม่ได้ เพราะต้องนำหนังสือไปลดราคาในงานหนังสือ ซึ่งคงจะส่งผลต่อความมั่นคงของสำนักพิมพ์อยู่ไม่น้อย นอกจากนี้การเร่งตีพิมพ์หนังสือออกมามาก ๆ ย่อมส่งผลต่อคุณภาพของหนังสือเล่มนั้น ๆ เช่นกัน อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นทั้งในส่วนของฝ่ายพิสูจน์อักษร การจัดพิมพ์ และการเข้าเล่ม แล้วสุดท้ายก็อาจจะต้องเสียประโยชน์กันทั้งสำนักพิมพ์และนักอ่าน

 

 

 

ไม่เพียงเท่านั้น งานหนังสือยังทำให้ตลาดหนังสือในช่วงระหว่างปีซบเซา คนซื้อก็น้อย หนังสือออกใหม่ก็น้อย ผลกระทบก็ไปตกอยู่กับร้านหนังสือขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งไม่สามารถอยู่ได้ด้วยรายได้เพียงน้อยนิด และต้องปิดตัวลงไปในที่สุด เมื่อไม่มีร้านหนังสือขนาดเล็ก การกระจายหนังสือไปตามส่วนต่าง ๆ ก็น้อยลง นักอ่านหาซื้อหนังสือยากขึ้น สำนักพิมพ์ก็ต้องไปพึ่งร้านหนังสือของสำนักพิมพ์ใหญ่ซึ่งต้องจ่ายส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้มากกว่า นานวันเข้า สำนักพิมพ์ขนาดเล็กและขนาดกลางก็อาจจะต้องปิดตัวตามร้านหนังสือไปด้วย

 

 

 

นอกจากนี้ นักอ่านเองก็จะเกิดนิสัยไม่ดีในการซื้อหนังสือ เพราะในงานหนังสือ ทุกสำนักพิมพ์ต่างก็ต้องพยายามขายหนังสือของตัวเองอย่างเต็มที่ เสนอโปรโมชั่นลดราคาและของสมนาคุณที่คอยหลอกล่อนักอ่านให้ซื้อแล้วซื้ออีก เช่น เดิมทีนักอ่านตั้งใจมาซื้อหนังสือแค่ 3 เล่ม แต่สำนักพิมพ์มีโปรโมชั่นซื้อ 4 เล่ม จึงจะลด 20% นักอ่านก็ใจอ่อนยอมซื้อเลย แต่สำนักพิมพ์ก็ยังมีโปรโมชั่นซื้อครบ 1000 บาทแถมคูปองลด 10% อีก นักอ่านก็ถูกล่อใจให้ไปซื้อหนังสือเพิ่มอีก ซื้อแล้วซื้ออีก ซื้อแล้วซื้ออีก ซื้อจนเกินที่ตัวเองต้องการจะอ่านจริง ๆ

 

 

 

นักอ่านจำนวนไม่น้อยที่ซื้อหนังสือไป แล้วอ่านไม่หมด ได้แต่กองไว้บนหิ้งหนังสือที่บ้านแล้วบอกตัวเองว่าสักวันจะหยิบขึ้นมาอ่าน แต่เวลาผ่านไปไม่ทันไรก็เผลอซื้อหนังสือจากงานหนังสือมากองเพิ่มอีก ไป ๆ มา ๆ เลยกลายเป็นว่านักอ่านไม่ได้ซื้อหนังสือเพราะ “คุณค่า” ที่แฝงอยู่ในนั้นเสียแล้ว แต่ซื้อเพราะราคาและของแถมที่ถูกใจ ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตักอาหารบุฟเฟต์มาวางไว้บนโต๊ะเยอะ ๆ แต่สุดท้ายก็กินไม่หมด ต้องทิ้งและเสียของเปล่า

 

 

 

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “สินค้า” ทุกประเภทในโลกทุนนิยม แต่ไม่ควรเลยที่จะให้มันเกิดขึ้นกับ “วรรณกรรม” ระบบทุนนิยมกำลังลดทอนความงดงามวรรณกรรมแต่ละเรื่อง ทันทีที่สำนักพิมพ์ปฏิบัติต่อหนังสือราวกับปฎิบัติต่อ “สินค้า” ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีตราประทับรางวัลกับชื่อนักเขียนเป็น “แบรนด์” และรณรงค์ให้คนอ่านหนังสือกันเป็น “แฟชั่น” จนหลายคนลืมนึกถึงคุณค่าและความงดงามที่แท้จริงของวรรณกรรม

 

 

 

ขณะที่เราดื่มกินกันเพื่อเลี้ยงปากท้อง เรายังคงต้องอ่านวรรณกรรมเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ โดยเฉพาะในโลกแห่งทุนนิยมที่นับวันยิ่งทำให้คนซับซ้อนมากขึ้น ๆ วรรณกรรมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจโลก เข้าใจคนอื่น เข้าใจตัวเอง และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขมากขึ้น

 

 

 

ถึงแม้ว่าทุนนิยมจะฉกฉวยความรื่นรมย์ในการอ่านงานวรรณกรรมไปบ้าง แต่อย่างน้อยระบบทุนนิยมก็ยังมีส่วนช่วยให้เราได้อ่านหนังสือ และไม่ว่าโลกจะหมุนไปทางไหน วรรณกรรมทุกเล่มก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบใด ความงามของวรรณกรรมก็ยังคงแฝงอยู่ในตัวหนังสือ ต่อให้วันข้างหน้าวรรณกรรมจะเปลี่ยนสภาพไปเป็น E-book หรือตกยุคจนต้องไปนอนรอคอยนักอ่านอยู่ในกระบะหนังสือมือสอง หรือถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่จนแพงหูฉี่ คุณค่าของวรรณกรรมก็ยังคงไม่เลือนหายไป

 

 

 

เพียงแต่นักอ่านและคนรักหนังสือทุกคนต้องมองข้ามคำว่า “ทุนนิยม” ไปให้ได้เสียก่อน นั่งลงอ่านหนังสือ ลืมคำว่าราคา ส่วนลด และโปรโมชั่นไปเสียก่อน ลืมไปเสียว่าได้หนังสือเล่มนั้นมาอย่างไร ลืมไปก่อนว่าใครต่อใครยกยอปอปั้นหรือวิพากษ์วิจารณ์มันไว้แบบไหน ขอเพียงจรดสมาธิลงไปบนตัวหนังสือ

 

 

คุณค่าของวรรณกรรม...อยู่ที่นั่นแหละ...

 

 

.

edit @ 16 Nov 2012 22:15:31 by นักอยากเขียน

Comment

Comment:

Tweet

หลงเข้ามาค่ะ แต่ออกไปเงียบๆก็กระไร งั้นขอออกความเห็นจากมุมสุราชนในระบอบสุราธิปไตย (โดยคนแดกเหล้า เพื่อคนแดกเหล้า) ก็แล้วกันนะคะ
 ในความเห็นของเค้า มันเป็นปัญหาของพวกนักอ่านค่ะ ไม่ใช่ปัญหาของนักดวด อิอิ แต่จิงๆนะคะ เค้ายังไม่เคยเห็นใครพูดเลยว่าเฮ้ย ทุนนิยมแม่งฆ่าเหล้าดีๆไปหมดแล้ว

#1 By Bubble Bleed on 2012-11-17 00:21