เรื่องสั้น : เปิดแอร์บนฟ้า

posted on 14 Sep 2012 19:20 by lilinjang directory Fiction
            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...” 

            ท่ามกลางแสงแดดที่เปรี้ยงแปลบ ผมยืนตะโกนอยู่ตรงนี้ ณ หัวมุมถนนแห่งเมืองใหญ่ รถยนต์คันแล้วคันเล่าเคลื่อนผ่านไปพร้อมทั้งทิ้งควันไอเสียไว้เป็นที่ระลึก

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...” 

            ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่เดินไปมา ผมยืนแจกใบปลิวรณรงค์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม

            “....ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ปิดไฟเมื่อไม่ใช้เถอะนะครับ...ใช้ถุงผ้ากันเถอะนะครับ...ใช้บริการรถสาธารณะเถอะนะครับ...รีดิวซ์ รียูส รีไซเคิลกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...” 

            บางคนรับใบปลิวไปเช็ดเหงื่อ ก่อนจะขยำลงพื้นเพื่อพบว่าเนื้อกระดาษกระด้างเกินไป บางคนรับไป แล้วก็ก้มลงอ่านข้อความในกระดาษราวเสี้ยววินาที ก่อนจะทิ้งใบปลิวลงถังขยะใบแรกที่พบเจอ บางคนก็รับไป แล้วก็ยัดมันใส่กระเป๋าเอกสารโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...”

          หลายคนไม่แม้แต่จะรับใบปลิวด้วยซ้ำ ทว่าผมยังคงตะโกนต่อไป และจะตะโกนต่อไปโดยไม่สนว่ามีใครสนใจไหม ไม่สนว่ามีใครรับรู้ไหม ไม่สนว่ามีใครเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังตะโกนอยู่ไหม ไม่สนว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ มันจะมีคุณค่าอะไรต่อสังคมไหม

            ...ผมก็แค่อยากทำ...

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...”

            ผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำอยู่มันจะได้ผลไหม มันไม่มีกลวิธีในการนำเสนอ ไม่มีนโยบาย ไม่มีการวางแผน ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีขอบเขต ไม่มีผลที่คาดว่าจะได้รับ ผมแค่ตะโกนออกมา ในสิ่งที่ทุกคนก็รู้กันอยู่แก่ใจ แต่ไม่มีใครปฏิบัติ

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ใช้ถุงผ้ากันเถอะนะครับ...ปิดไฟเมื่อไม่ใช้กันเถอะนะครับ...รีดิวซ์ รียูส รีไซเคิลกันเถอะนะครับ...”

            พูดไปก็สงสัยไป ทำไม “รีดิวซ์” ถึงไม่อ่านว่า “รีดูส”? แล้วทำไม “รียูส” ถึงไม่อ่านว่า “รียิวซ์”? แล้วรีไซเคิลกับรียูสมันต่างกันตรงไหน? แล้วมันแปลว่าอะไร? แล้วทำไมไม่ใช้ภาษาไทย?

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...อย่าทำลายชั้นโอโซนกันอีกเลยนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...อย่าทำให้โลกร้อนไปมากกว่านี้เลยนะครับ...อย่าให้สภาวะเรือนกระจกรุนแรงไปมากกว่านี้เลยนะครับ...

             พูดไปก็สับสนไป ตกลงสภาวะโลกร้อนกับสถาวะเรือนกระจกมันต่างกันไหม? มันใช่อย่างเดียวกันหรือเปล่า? แล้วข้อสอบโอเน็ตปีนี้จะถามเรื่องนี้อีกไหม? ถ้าถามมาจะต้องตอบอะไร? แล้วรูปแบบการสอบจะเปลี่ยนไปถึงเมื่อไหร่?

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...”

            ผมก็ไม่ค่อยรู้อะไรเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่ากระดาษที่ใช้ทำใบปลิวปึกนี้ มันผลาญต้นไม้ไปกี่ต้นแล้ว ไม่ใจว่าระหว่างที่ผมพูด ผมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่ารถมอเตอร์ไซด์ที่ผมนั่งมาในวันนี้ เป็นตัวการของก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ไหม ผมไม่แน่ใจอะไรเลย

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...”

            ผมแค่ตะโกนออกไป ตะโกนจนกว่าเสียงของผมจะเข้าไปสัมผัสหัวใจของใครสักคน และจะตะโกนจนกว่าจะหมดเสียง

            “...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...ลดโลกร้อนกันเถอะนะครับ...”

            ...เสียงของผมหมดแล้ว...ใบปลิวในมือก็หมดด้วย...

            ครึ่งหนึ่งปลิวตกอยู่กลางถนน ผมจนปัญญาที่จะเก็ยมันขึ้นมาแจกใหม่ อีกครึ่งหนึ่งคงอยู่ในมือของใครสักคน และคงมีอย่างน้อยที่สุดสักแผ่นหนึ่ง ที่ได้ทำหน้าที่ส่งต่ออุดมการณ์ของผมโดยสมบูรณ์

            ...เสียงเพลงดัง...

            ผมรับโทรศัพท์

            “แอร์ที่บ้านใช้ได้แล้วนะลูก กลับบ้านเถอะ”

            แม่บอก ผมพยักหน้ารับทั้งๆที่รู้ว่าแม่ไม่เห็น วางโทรศัพท์ โบกแท็กซี่กลับบ้าน แล้วก้มลงมองนาฬิกา พลางนึกชมช่างซ่อมแอร์อยู่ในใจ

            ...บริการรวดเร็วทันใจดีจริงๆ...

            ผมล้มตัวลงบนเก้าอี้ที่บ้าน แอร์ในบ้านเย็นฉ่ำ หลังจากต้องทนร้อนมาหลายเดือน

            ผมเปิดคอมพิวเตอร์

            ...เล่น DotA อย่างมีความสุข...

---------------------------------------------------------

เรื่องสั้น สั้น สั้น

ที่กลั่นออกมาจากความรู้สึก

แรงบันดาลใจเล็กๆ

ทำให้รู้สึกอยากกลับเขียนบล็อกใหม่อีกครั้ง

(หลังจากดองบล็อกไว้หลายปี จนเกือบจะลืมพาสเวิร์ดไปแล้ว 555)

สวัสดี exteen อีกครั้ง :)

Comment

Comment:

Tweet