“แอปเปิ้ล!!”

          แปะ แปะ แปะ

 

          ผมและเธอประสานเสียง ปรบมือสามครั้งกร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ

 

          “สตรอเบอร์รี่!!”

          แปะ แปะ แปะ

 

          “เป๊ปซี่!!” แปะ แปะ แปะ “ดีที่สุด”

 

          จบวรรคนี้ เราสองคนกลั้นหายใจ ตาประสานตาแน่วแน่ วินาทีที่สำคัญที่สุดกำลังจะมาถึง ลมหายใจถูกผ่อนออกช้าๆ และลมหายใจเข้าถัดมาก็เป็นสัญญาณการเริ่มต้นจังหวะตบแปะอันสุดจะท้าทายความ สามารถ

 

          “...เสื้อชั้นในต้องใส่วาโก้ โก้ไม่โก้ต้องใส่สีแดง

         พ่อบอกว่า.... (แปะ แปะ แปะ)

         แม่บอกว่า.... (แปะ แปะ แปะ)

         เมืองศรีราชา มีพระราชาหัวโตเท่าไข่

         มีกระทะใบใหญ่ เอาไว้ทอดไข่ให้พระราชา

         มีเจ้าหญิงแสนสวย มานั่งขายหวบอยู่ริมตลิ่ง

         คุณพ่อตีกอล์ฟ คุณแม่ช้อปปิ้ง...

         หญิง หญิง หญิง ใครชนะได้เป็นเจ้าหญิง!”

 

         ประโยคสุดท้ายเธอตะโกนลั่น ออกกระดาษอย่างมั่นใจ ผมสุ่มออกกรรไกรไปโดยไม่ทันคิด จึงรีบหุบสองนิ้วเข้ามาก่อนที่เธอจะสังเกตเห็น เพราะผมไม่อยากเสี่ยงกับการทำให้น้ำหวานไม่พอใจ เนื่องจากน้ำหวานเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผมในตอนนี้ ถ้าผมบังอาจไปแย่งตำแหน่งเจ้าหญิงจากเธอ ผมกลัวว่าเธอจะลุกขึ้นมากรี๊ด ๆ แบบนางร้ายในละครหลังข่าว แล้วเลิกเล่นกับผมตลอดไป

         ว่ากันตามความสัตย์จริง ผมก็ไม่ได้อยากเป็นเจ้าหญิงเท่าไหร่เลย ดังนั้นผมจึงยอมออกค้อน ปล่อยให้เธอออกกระดาษ เธอจะได้เป็นเจ้าหญิงสมใจ ส่วนตัวผมนั้นขอเป็นเพียง....

 

         “ไอ้ขี้แพ้”

 

         เสียงเด็กผู้ชายแหลม ๆ ไม่รู้ว่าดังมาจากไหน แต่คำเรียกนั้นเจาะจงมาที่ผมอย่างไม่ต้องสงสัย น้ำหวานหุบยิ้มดีใจที่ตัวเองได้เป็นเจ้าหญิง แล้วหันขวับไปทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่เจ้าของเสียง แต่ไอ้จ๊อดไม่สะทกสะท้าน ส่งยิ้มยิงฟันขาวจั๊วะกลับมา และพูดต่อ

 

         “อะไรกันวะไอ้วิน ขนาดเล่นตบแปะยังแพ้เขาอีกเหรอ”

 

         จ๊อดเป็นเด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่าผม แต่ตัวใหญ่กว่าผมเท่าหนึ่ง ที่ว่าตัวใหญ่นี้ไม่ได้หมายความว่าสูงกว่า แต่จ๊อดเป็นเด็กตัวใหญ่ออกข้าง ซึ่งเด็กรูปร่างอย่างจ๊อดมักจะมาพร้อมกับกำปั้นซึ่งถูกหุ้มด้วยไขมันนุ่ม นิ่ม แต่ต่อยหนัก ผมจึงเกลียดการเผชิญหน้ากับจ๊อด รวมไปถึงเด็กผู้ชายทุกคนในห้อง ถ้าเลี่ยงได้ ผมเลือกที่จะเลี่ยงเสมอ

แต่วันนี้ผมเลี่ยงไม่ได้

         น้ำหวานดึงแขนผมเอาไว้ ทันทีที่ผมทำท่าจะเดินหนี เธอกระตุกแขนเสื้อเหมือนจะสั่งให้ผมพูดอะไรสักอย่าง ผมจึงต้องหันไปเผชิญหน้ากับจ๊อดอย่างเสียไม่ได้

 

        “อย่ามายุ่งน่า”

 

       นี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดแล้วที่ผมคิดออก ทำไมจ๊อดจะต้องมาเดือดร้อนกับการเล่นตบแปะของผมด้วย ในเมื่อเขาเองก็เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้ผมต้องมาเล่นตบแปะกับเด็ก ผู้หญิงอยู่อย่างนี้

       ผมเป็นคนขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก เข้าโรงพยาบาลมากกว่าเข้าโรงเรียน และมีโรคประจำตัวมากกว่าครูประจำชั้น จนทำให้ผมเรียนช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน และต้องมานั่งเรียนกับเพื่อนที่อายุน้อยกว่าถึง 2-3 ปี ด้วยเหตุนี้ ผมจึงกลายเป็นเด็กโข่งของห้อง ตัวสูงเก้งก้าง และผอมซีดกว่าใคร ๆ ทั้งหมด ผมเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวในห้องที่ได้รับอนุญาตให้นั่งรออยู่ริมสนามเวลาถึง คาบเรียนพลศึกษา เพราะทั้งครูและพ่อแม่ไม่ต้องการให้ผมออกไปวิ่งตากแดด เป็นลมเป็นแล้ง แล้วต้องหอบหิ้วกันไปที่โรงพยาบาลอีก

       ความประหลาดของผมทำให้จ๊อดและก๊วนหัวโจกของห้องพร้อมใจกันคว่ำบาตรไม่ให้ผม เล่นด้วย เพราะผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลกับพวกเขาได้ ผมจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นไพ่ยูกิกับพวกเขาเช่นกัน รวมไปถึงถูกกีดกันจากการร่วมเล่นดีดลูกแก้ว เป่ากบ พับรถแข่ง ฯลฯ พวกเขามีความสุขกับการแกล้งผม มากกว่าการเล่นกับผม

 

       “อย่ามาบ่ายเบี่ยงน่า เห็น ๆ อยู่ว่าทีแรกนายออกกรรไกร นายต้องเป็นคนชนะสิ”

 

       จ๊อดไม่เพียงเมินท่าทีต่อต้านของผมเท่านั้น เขายังยกประเด็นเสี่ยงตายขึ้นมาพูดอย่างหน้าตาเฉย น้ำหวานหันขวับมามองผม สายตาคาดคั้นคู่นั้นทำเอาผมต้องรีบละล่ำละลักออกมา

 

       “อะไร อย่ามามั่วว่ะจ๊อด เราออกค้อน หวานออกกระดาษ หวานชนะก็ถูกแล้ว”

 

       ผมรู้ว่าจ๊อดชอบยียวนกวนประสาท แต่การยกเอาเรื่องแพ้-ชนะมาพูดนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผมไม่อยากเสี่ยงชีวิตด้วยการทำให้น้ำหวานโกรธ เพราะน้ำหวานเป็นเพื่อนคนเดียวในห้องที่ยอมคุยกับผม

       เด็กผู้ชายไม่เล่นกับผม และเด็กผู้หญิงก็ไม่ชอบคุยกับเด็กผู้ชายที่ขี้มูกโป่งอยู่ตลอดเวลา น้ำหวานไม่สนใจเรื่องเหล่านั้น เธอเป็นเด็กเรียนดี ลูกศิษย์หัวแก้วหัวแหวนของคุณครู เธอเป็นคนดีและยังใจกว้างอีกด้วย เธอรู้ว่าผมเป็นตัวประหลาดของห้องเรียน ผมแปลกแยก และนอกจากจะเป็นคนขี้โรคที่มีหุ่นขี้ก้างแล้ว ผมยังหัวขี้เลื่อยอีกด้วย เธอจึงเข้าหาผม เล่นกับผม และยอมให้ผมอยู่กลุ่มเดียวกับเธอ (เฉพาะเวลาที่กลุ่มทำงานของเธอยังมีสมาชิกไม่ครบ) เท่ากับว่าเธอช่วยผมไว้ทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องสังคม

       น้ำหวานเป็นคนใจดีก็จริง แต่เธอเอาแต่ใจใช้ได้ บทจะช่วย เธอก็ช่วยเหลือผมเต็มที่ แต่ถ้าหากไปขัดใจเธอล่ะก็เป็นเรื่อง ดังนั้น ผมไม่มีทางยอมให้ไอ้จ็อดมาสร้างความร้าวฉานระหว่างผมกับน้ำหวานด้วยเกมตบแปะ แน่นอน

 

       “ไม่ต้องมาพูดเลยวิน เราเห็นนะว่านายออกกรรไกร หวานก็น่าจะเห็นไม่ใช่เหรอ”

 

       จ๊อดยังเซ้าซี้ไม่เลิก มิหนำซ้ำยังโยนคำถามไปให้น้ำหวานตอบอีก ผมรู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ สองมือชื้นเหงื่อ       หวาดหวั่นว่าคุณเธอจะอาละวาดหรือไม่ แต่โชคดีที่น้ำหวานทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

 

       “พูดอะไรของจ๊อดน่ะ หวานก็เห็นอยู่ว่าวินออกค้อน”

 

       “ใช่ๆ เราออกค้อนจริง”

 

       ผมรีบสนับสนุน จนไอ้จ๊อดชักสีหน้าไม่พอใจ

 

       “อะไรกันวะ! ก็เห็นอยู่ว่าวินมันออกกรรไกรมาก่อน แล้วพอเห็นหวานออกกระดาษ มันถึงได้เปลี่ยนไปออกค้อน”

 

       ไอ้จ๊อดชักขึ้นเสียง แต่น้ำหวานเองก็เริ่มส่งเสียงแว้ด ๆ ตอบกลับไปบ้าง

 

       “ก็แสดงว่าวินตั้งใจจะออกค้อนไง แต่เผอิญเผลอออกเกินมาสองนิ้วก็เท่านั้น”

 

       “นั่นไง! ถ้าอย่างนั้นหวานก็ยอมรับแล้วใช่ไหม ว่าทีแรกวินมันออกกรรไกรจริง ๆ”

 

       จ๊อดไม่หยุดเถียง ผมรู้สึกว่าน้ำหวานชักจะโกรธขึ้นมาจริง ๆ แล้ว เพราะคำพูดของจ๊อดเริ่มทำให้เธอเถียงไม่ออก ผมกลัวเหลือเกินว่าอาทิตย์หน้าผมจะไม่มีรายงานภาษาไทยไปส่งคุณครู และเกรงว่าต่อไปจะต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ผมจึงต้องแสดงตนสนับสนุนน้ำหวานอย่างเต็มที่

 

       “พอเหอะจ๊อด ไม่ต้องมาช่วยให้เราชนะเลย เรายินดีที่จะแพ้”

 

       “แล้วทำไมนายต้องยินดีที่จะแพ้ด้วยวะ”

 

       จ๊อดถามอย่างเหลืออด ผมชะงัก จนคำตอบไปครู่หนึ่ง แต่ระหว่างนั้นน้ำหวานสวนกลับคำพูดของจ๊อดอย่างหมดความอดทนพอ ๆ กัน

 

       “ก็วินเป็นผู้ชาย”

 

       “เกี่ยวอะไร!!”

 

       คราวนี้จ๊อดร้องอย่างงุนงง น้ำหวานอธิบายต่ออย่างโมโห

 

       “ผู้ชายจะเป็นเจ้าหญิงได้ยังไง จะออกค้อนหรือกรรไกร วินก็ต้องแพ้อยู่ดี”

ใครชนะได้เป็นเจ้าหญิง 

          “แอปเปิ้ล